Social-freedom

เสรีภาพทางสังคมที่คุณต้องรู้

ขอยกตัวอย่างกรณีเพลงดังเพลงหนึ่งของกลุ่มศิลปินแร็พเปอร์ สร้างความสนใจให้กับคนทั้งประเทศ ติดแฮชแท็กอันดับ 1 บนโลกโซเชียล ติดอันดับ 1 บน  iTunes Thailand Charts และภายใน 1 สัปดาห์ มียอดวิวถึง 5 ล้านวิวบนยูทูป แต่กลับมีความคิดเห็นทั้งไม่พอใจและเห็นด้วยจนข่าวออกครึกโครมจะตามจับกลุ่มศิลปินเหล่านี้ แต่สุดท้ายยกเลิกประกาศจับ เพราะพวกเขาเพียงแค่ใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเท่านั้น เป็นเสรีภาพส่วนบุคคลที่สามารถแสดงความคิดเห็นภายในสังคมได้

ว่าด้วยเรื่องของเสรีภาพทางสังคม

เสรีภาพทางสังคมคือ บุคคลมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น, พูด, เขียน, พิมพ์, โฆษณา และสื่อความหมายวิธีต่างๆ ตามบัญญัติมาตรา 34 ในรัฐธรรมนูญ ปี 2560 ดั่งที่ปรากฏ รวมถึงปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนตามข้อ 20 สรุปง่ายๆ ว่าทุกคนมีสิทธิเสรีภาพเรื่องการชุมนุม เข้าสมาคมโดยสงบ ส่วน ข้อ 19 คือ ทุกๆ คนมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกและแสดงความคิดเห็น

แต่ทว่าการใช้สิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลที่แสดงความคิดเห็น กลับเป็นเสียงจำพวกวิพากษ์วิจารณ์ ความคิดเห็นในมุมมองแตกต่างทั้งในเชิงสนับสนุน เข้าข้าง แตกต่าง เห็นต่าง จนกลายเป็นการแบ่งพรรคแบ่งฝ่ายอย่างเห็นได้ชัดอย่างในยุคปัจจุบันในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คนในสังคมแบ่งพรรคพวกเกี่ยวกับพรรคการเมืองจนนำไปสู่สถานการณ์คนในสังคมแตกแยกในช่วงหนึ่งมาแล้ว

ความขัดแย้งของคนในชาติ คนในสังคมเกิดความแตกแยกจนไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียว เรียกร้องสิทธิเสรีภาพตามความต้องการแม้ว่าจะเป็นไปตามมาตรา 44 เกี่ยวกับการสิทธิเสรีภาพในการชุมนุม แต่ในช่วงเวลาหนึ่งเมื่อใช้เสรีภาพและสิทธิเกินเหตุผลจนนำไปสู่การชุมนุมทางสังคมแบบใช้อาวุธ สร้างความรุนแรง จนเกิดความไม่ปลอดภัยในสังคม สุดท้ายเกิดการโจมตีระหว่างฝ่ายตรงข้าม และรัฐบาลทหารต้องเข้าควบคุม จำกัดสิทธิ ใช้กฎหมายเพื่ออ้างถึงความมั่นคงภายในชาติ

ไม่ใช่ว่าการแสดงออกทางความคิดเห็นเป็นเรื่องที่ดีหรือแย่เสมอไป แต่การใช้เสรีภาพส่วนบุคคลนั้นต้องประนีประนอมทั้งสองฝ่าย รัฐบาลเองก็ตามขึ้นชื่อว่าเป็นผู้นำการปกครอง ที่มีอำนาจทางทหาร อำนาจทางอาวุธ ต้องไม่ใช่กำลังเข้าประทะมวลชนจนเกินเหตุ เหมือนในเหตุการณ์ 14 ตุลา 16, 6 ตุลา 19, เหตุการณ์พฤษภา 53 จนเกิดเหตุการณ์ความสูญเสีย หลายชีวิตต้องจบลงเป็นประศาสตร์เลวร้ายที่ใครก็ไม่อยากให้เกิดขึ้นอีก

เหตุการณ์ความขัดแย้งของคนในชาติเกิดขึ้นทั่วโลกมาหลายต่อหลายประเทศจนบันทึกเป็นประวัติศาสตร์โลก แม้เป็นเรื่องปกติแต่นั่นไม่ใช่เรื่องปกติวิสัยที่ทุกคนโหยหา ทว่าการจะลดความขัดแย้งของคนในชาติได้นั้น ทุกฝ่ายต้องหันหน้าพูดคุยกัน ลดละน้ำเสียงอารมณ์รุนแรงไม่ให้อีกฝ่ายปะทุอารมณ์ตอบโต้กัน

การนำบาดแผลจากประวัติศาสตร์อดีต ที่ผู้คนใช้สิทธิเสรีภาพในการชุมนุม ใช้เสรีภาพทางสังคมมาเป็นเครื่องมือเพื่อต่อต้าน หรือประท้วงให้ได้มาตามที่ต้องการ เมื่อนำมาไตร่ตรองหวนคิด นำมาเป็นตัวอย่างที่ดีให้เราขจัดปัญหาเหล่านั้นออกไปได้ และในที่สุดสังคมก็จะเป็นสังคมมวลชนที่มีแต่ความผาสุกตามหลักเสรีภาพและประชาธิปไตยในรัฐธรรมนูญไทยแล้ว

About the author: admin